Jump to content





Photo

เส้นทางลูกหนังของ "เอดู กาสปาร์" จากชีวิตสุดดราม่าก่อนเป็นหนี่งคีย์แมนยุคไร้พ่าย


  • Please log in to reply

#1
Admin

Posted 28 November 2021 - 03:47 PM

Admin

    Administrator

  • Administrators
  • 9,139 posts
  • LocationBangkok

Edus-time-at-Arsenal-as-a-player-1024x51
 
เอดู กาสปาร์ อายุแค่ 22 ปี เขาขึ้นเครื่องจากเซาเปาโลมาที่ลอนดอน เพื่อร่วมทีมอาร์เซน่อล มันคือช่วงซัมเมอร์ปี 2000 และเขาเดินทางมาพร้อมกับ ซิลวินโญ่ อีกหนึ่งแข้งบราซิเลี่ยน ที่ย้ายจากโครินเธียนส์ไปอยู่กับอาร์เซน่อลในปีก่อนหน้า โดยความคิดคือให้ทั้งคู่เดินทางมารายงานตัวซ้อมปรีซีซั่นพร้อมกัน
 
เมื่อการฝึกซ้อมเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตามเอดูไม่ได้อยู่ที่นั่น
 
เอดู ปัจจุบันอายุ 43 ปีและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคของสโมสรอาร์เซน่อลเล่าให้ฟังว่า: "ผมตื่นเต้นที่ได้ออกจากบราซิลมาอังกฤษ มันเป็นฝันที่เป็นจริง ได้เล่นกับสโมสรที่ยอดเยี่ยม เพื่อนร่วมทีมฝีเท้าชั้นยอด และมีโอกาสได้เล่นในพรีเมียร์ลีก"
 
เอดู มีหนังสือเดินทางของโปรตุเกส ที่เป็นสิ่งที่ทางเอเยนต์จัดการให้ เมื่อเขาเดินทางเข้ามาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขาถูกหยุดไว้ "เราขอโทษ คุณไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ" นับเป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบอันยากลำบาก จากความฝันเปลี่ยนเป็นฝันร้าย เขามีปัญหาเรื่องหนังสือเดินทาง และอาการบาดเจ็บ ปัญหาของครอบครัว ทำให้เขาไม่สามารถร่วมทีมอาร์เซน่อลได้ จนกว่าจะเดือนมกราคม และต้องเผชิญหน้ากับการปรับตัวที่ยากลำบาก
 
ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เอดู ยืนกรานว่าเขาต้องการทำฝันกับอาร์เซน่อลให้เป็นจริง และเขาก็ประสบความสำเร็จ กับบทบาทปัจจุบัน ชื่อของเขามักจะถูกหยิบยกมาวิจารณ์และถกเถียง แต่กับการเป็นนักฟุตบอล คุณภาพของเขาไม่มีข้อสงสัย เขาเป็นส่วนหนึ่งในการพาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย แม้เขาจะไม่ได้เป็นตัวจริงตลอด แต่ยังมีความสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ เขาคือหนึ่งในสมาชิกชุดไร้พ่าย และนี่คือเรื่องราวของเอดู สมัยเป็นนักเตะ
 
เอดูเริ่มต้นเล่าว่า: "ตอนแรกผมค่อนข้างผ่อนคลาย ผมบอกเขาว่า ผมอธิบายได้ ผมเป็นนักฟุตบอล ผมมาที่นี่เพื่อร่วมทีมอาร์เซน่อล แล้วพวกเขาก็บอกว่า ขอโทษด้วย หนังสือเดินทางของคุณมันเป็นของปลอม ผมถามว่า หมายความว่ายังไง ของปลอม? พ่อของผมเป็นโปรตุกีซ ย่าของผมเป็นอิตาเลี่ยน ปู่ของผมก็มาจากโปรตุเกส และผมก็เกิดที่นั่น ครอบครัวทั้งหมดของผมมาจากโปรตุเกส และอิตาลี"
 
สิ่งที่เอดู ไม่ทราบเลยก็คือ ในความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลง เอเยนต์ส่วนตัวได้จัดทำมันขึ้นมา แต่โชคยังดีที่เขายังมีหนังสือเดินทางบราซิลที่ถูกต้อง ทำให้อย่างน้อยก็สามารถยืนยันตัวตนของเขาได้

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศอังกฤษได้ "พวกเขาบอกว่าผมเสียใจ แต่ผมต้องกลับไปที่บราซิล ซึ่งนั่นคือตอนที่พวกเขาจับผมเข้าห้องขัง" หลังจากความวุ่นวายตลอดสองชั่วโมง เอดูก็ถูกย้ายจากห้องกักกันที่สนามบินฮีทโธรว์ 

"เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่า คุณต้องถูกคุมขัง ขณะที่กำลังรอเครื่องบินลำถัดไป เมื่อผมไปถึงที่นั่น ผมเข้าใจเลยว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดแค่ไหน แลัวนั่นทำให้ผมเริ่มร้องไห้ ผมกลายเป็นนักโทษ"
 
เขาได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์หนึ่งสาย "ผมโทรไปหาคุณพ่อของผม ผมพูดทั้งน้ำตา ผมบอกว่าฟังนะ ผมอยู่ในคุก จินตนาการได้ถึงความวิตกกังวล คำถามต่างๆ ผมอธิบายกับพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์ และขอให้เขาติดต่อเอเยนต์ของผม มันเป็นเรื่องใหญ่"
 
เอดู กลับมาที่บราซิล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีปัญหาอยู่ เขายังไม่ได้ร่วมทีมอาร์เซน่อลอย่างเป็นทางการ แต่เขาได้เซ็นสัญญาปล่อยตัวออกจากสัญญากับโครินเธียนส์แล้ว "เมื่อผมกลับมา ผมเป็นคนที่ไม่มีสโมสร" โชคยังดีที่ อาร์เซน่อล และโครินเธียนส์ เข้าใจและปล่อยให้กับอยู่กับสโมสรดังจากเซาเปาโล จนถึงเดือนมกราคม 2001 "มันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมจากทั้งสองสโมสร" 
 
หลังจากปัญหาเรื่องหนังสือเดินทาง เอดูได้ให้พี่ชายเข้ามาดูแลเรื่องอาชีพการค้าแข้งของเขา เขาทำงานร่วมกับ เดวิด ดีน และดิ๊ก ลอว์ เพื่อจัดทำเอกสารที่ถูกต้องสำหรับหนังสือเดินทางโปรตุเกสที่ถูกต้องตามกฏหมาย เอดูรอดพ้นจากคดีปลอมแปลงเอกสาร แต่ปัญหาของเอดูยังไม่จบแค่นั้น

 

GettyImages-651615880.jpg
 
เขากล่าวต่อว่า: "ในช่วง 6 เดือนนั้น มีหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของผม ข้อเท้าของผมหักในการฝึกซ้อม และผมต้องเข้ารับการผ่าตัด ผมคิดว่าตัวเองจะพลาดโอกาสที่จะได้ไปเล่นกับอาร์เซน่อลแล้ว แต่อาร์เซน่อลยังแสดงถึงความมีคลาสเสมอ พวกเขายังรักษาข้อตกลง"

"ดังนั้น เมื่อผมกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ผมมีหนังสือเดินทาง และทุกอย่าง แต่ก่อนที่ผมจะเดินทางแค่ 10 วัน น้องสาวของผม ฟาบริเซีย เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์"
 
สำหรับเอดู และครอบครัวของเขา มันช่างเลวร้าย อย่างไรก็ตามเข้าตั้งใจอย่างแน่วแน่ และเห็นโอกาสของครอบครัวที่จะเยียวยาซึ่งกันและกัน "เวลานั้นผมตั้งใจที่จะเดินทางไปลอนดอนเพียงลำพัง แต่แล้วเราก็จัดการให้ทั้งครอบครัวไปกับผมด้วย ผมบอกว่าฟังนะ มันเป็นเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกัน มันเป็นเวลาที่ต้องใกล้ชิดกันมากที่สุด ไปที่อังกฤษ มาพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้"
 
การตัดสินใจครั้งนั้นมีความสำคัญกับครอบครัว มันเป็นโอกาสที่จะหนีจากความเศร้าโศก "เราออกจากบราซิล ห่างไกลจากบ้านของเรา ห่างไกลจากสิ่งของเครื่องใช้ของน้องสาว เราพักกันที่ซอฟเวลล์ เฮ้าส์ โฮเทล เราอยู่ห้องติดกัน ทุกวันเราอยู่ด้วยกัน อาจจะมีร้องไห้กันบ้าง แต่เราก็อยู่เคียงข้างกันเสมอ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
 
ในสนามฟุตบอล เอดู ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ในการเติมเต็มช่องว่างของ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมในทันที ผมเดินทางอังกฤษในช่วงหน้าหนาว แต่บราซิลมันคือช่วงหน้าร้อน สภาพร่างกายของเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น
 
เมื่อเขาลงประเดิมสนามในวันที่ 20 มกราคม เขามีปัญหาบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง หลังจากลงมาเป็นตัวสำรอง และอยู่ในสนามแค่ 17 นาที เขาได้ลงเล่นตัวจริงในเกมส์ลีกนัดแรก พบกับมิดเดิ้ลสโบรซ์ ในเดือนเมษายน เขาทำเข้าประตูตัวเอง และถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง
 
"มันเป็นการเริ่มต้นที่หนักมา ผมได้รับบาดเจ็บ ไม่ฟิตสมบูรณ์ และไม่ได้เล่นในฟอร์มที่ดีที่สุด สื่อเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมอาร์เซน่อลถึงเซ็นนักเตะคนนี้มา? ผมคิดว่า ว้าว...เกิดอะไรขึ้นกับอาชีพของผม แต่ผมได้รับการสนับสนุนจากภรรยา และครอบครัว พวกเขาบอกผมว่า ไม่ๆ คุณต้องอยู่ที่นี่ ต้องยืนหยัดต่อไป คุณต้องพิสูจน์ตัวเอง งั้นไปกันต่อเถอะ"
 
เอดู เขายังได้การสนับสนุจากอาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมของอาร์เซน่อลในเวลานี้ เขากล่าวว่า: "ผมบอกกับเขาหลายครั้ง ว่าเขาสำคัญกับผมแค่ไหน แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจผมมากนัก เมื่อคุณต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงเกือบทั้งชีวิต ประเทศ, ภาษา, วัฒนธรรม แล้วคุณก็มาเจอกับใครสักคนที่เชื่อมั่นในตัวคุณ"

"ผมจำได้ถึงความห่วงใยที่เขาแสดงให้เห็น พูดคุยกับผมและครอบครัว เขาเข้ามาคุยกับผมทุกวันเกี่ยวตัวผม ไม่ต้องกังวลเกี่ยวการฝึกซ้อม ไม่ต้องกังวลกับฟอร์มการเล่น เขาเรียกผมไปเจอที่ห้องทำงานของเขาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อพูดเกี่ยวกับครอบครัว แม่คุณเป็นอย่างไรบ้าง? พ่อคุณล่ะ? พ่อของผมมาที่สนามซ้อม เพราะอาร์แซน เป็นคนเชิญเขามา และดูการฝึกซ้อม พร้อมจิบกาแฟ เขาดูแลครอบครัวผมดีมากๆ"
 
"ดังนั้นผมบอกเขาว่าผมโอเค กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และผมสบายดี แล้วในสัปดาห์ถัดๆ ไป ผมคิดว่าวันนี้บางทีเขาจะพูดถึงเกี่ยวฟอร์มการเล่นของผม หรือการซ้อมของผม แต่เขาก็ไม่ ผมบอกกับคุณได้เลยว่ามันนานมาก กว่าที่เขาจะคุยกับผมเกี่ยวกับผลงาน ผมคิดว่าเขาเริ่มที่จะทำแบบนั้น เมื่อเขาตระหนักว่าผมโอเคแล้วจริงๆ"
 
แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเวนเกอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ปีแรกก็เป็นความท้าทายกับเขามากทั้งอากาบาดเจ็บ และการปรับตัวในช่วง 6 เดือนแรก เขาได้ลงเล่นให้อาร์เซน่อลแค่ 5 นัดเท่านั้น เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย และเพื่อนร่วมชาติอย่าง ซิลวินโญ่ ก็ย้ายออกจากทีมอย่างกระทันหันในซัมเมอร์ปี 2001
 
โชคยังดีที่เขามีเพื่อนร่วมทีมอย่าง ปาทริค วิเอร่า เขากล่าวว่า: "ปาทริคสนับสนุนผมตั้งแต่วันแรก เป็นมิตรมาก และใจดีสุดๆ ผมบอกกับเขาเสมอว่าเขามีความคล้ายกับคนบราซิล ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การพูด, ความตลก และรอยยิ้ม"
 
 
GettyImages-1214713756.jpg
 
มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว และความชื่นชมของเอดูที่มีต่อวิเอร่า เวลานั้นอาร์เซน่อลกำลังแย่งแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับ ซึ่งเอดูเล่าเหตุการณ์นึงให้ฟังที่เขาทำพลาด และทำให้ เธียรี่ อองรี ไม่พอใจ
 
"แอชลี่ย์ โคล พยายามจะวิ่งเข้าไปหาคู่แข่งสักคน แต่บอลมันผ่านเขามา ดังนั้นผมพยายามที่จะเข้าไปแทนตำแหน่ง แล้วก็ได้ตัดฟาล์ว จากจังหวะฟรีคิกตรงนั้น คู่แข่งตีเสมอได้ เธียรี่เดินไปเอาบอลที่ก้นตาข่าย และเดินตรงมาที่ผมแล้วแสดงให้เห็นว่าเขาไม่พอใจกับการทำฟาล์วของผม"
 
"ผมเดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวตอนหมดเวลา และเธียรี่ ก็บ่นเป็นภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ผมหันไปหา โรแบร์ ปิแรส ที่เขาพูดภาษาโปรตุเกสได้ ผมถามเขาว่า โรแบร์ เกิดอะไรขึ้น? เขาบอกว่า ไม่ต้องกังวล เธียรี่ บ่นเรื่องการยิงประตู และเกี่ยวกับเกมส์ ไม่ต้องกังวล"
 
"ผมไม่ได้เชื่อแบบนั้น ผมรู้ว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง เธียรี่พูดต่อไป แต่ตอนนั้นมันแย่ที่สุดเพราะผมไม่เข้าใจ หรืออธิบายความรู้สึกของตัวเองได้ แล้วปาทริคก็กระโดดเข้ามาร่วมพุดคุย เขาเริ่มถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดการโต้เถียงกัน เขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของทีม เขาบอกว่าฟังนะ มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครอยากทำพลาด"
 
"นั่นเป็นภาพแรกที่ผมคิดเมื่อผมนึกถึงปาทริค เขาไม่ได้พูดเพื่อปกป้องผม แต่เขาพูดเพื่อกำลังปกป้องทีม"
 
สำหรับเอดู เขาลืมความขัดแย้งกับอองรีไปแล้ว แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้เขาต้องปรับตัว "วั้นนั้น ผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มวันพรุ่งนี้เลย"
 
ในฤดูกาล 2001/02 เอดูมีโอกาสที่จะได้ร่วมปรีซีซั่นครั้งแรกในอังกฤษ ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักในแผนของเวนเกอร์ อาร์เซน่อลมีช่วงเวลาในการเก็บชัยชนะได้ 13 นัดติดต่อกัน จนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในช่วง 11 เกมส์สุดท้าย เอดูได้ลงตัวจริงไป 8 นัด"
 
เขาเป็นนักเตะบราซิลคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก "เวลานั้น ผมรู้สึกว่าในที่สุดผมก็มาถึงจนได้"
 
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็มีเพื่อนร่วมทีมบราซิเลี่ยนเพิ่มเข้ามา นั่นคือ จิลแบร์โต้ ซิลวา "ทันทีที่เขามา ผมดูแลเขาเหมือนกับพี่น้อง มีหลายคนไม่รู้ว่าผมเป็นหนึ่งคนที่ส่งเทปให้กับ อาร์แซน เวนเกอร์ เมื่อจิลแบร์โต้ ลงเล่นให้กับแอตเลติโก มิเนโร อาร์แซนถามผมว่าเขาสามารถเล่นเซนเตอร์แบ็ค กับมิดฟิลด์ได้หรือเปล่า ผมรู้จักกับจิลแบร์โต้ ผมบอกว่าเขาเล่นได้ทั้งสองตำแหน่ง เอเยนต์ของเขาส่ง DVD การเล่นของเขามาให้ผม แล้วผมก็ส่งต่อให้อาร์แซน!"
 
แม้ว่าเอดูจะอายุน้อยกว่าจิลแบร์โต้ 18 เดือน แต่เอดูก็เป็นเหมือนพี่ชายของจิลแบร์โต้ในลอนดอน "เมื่อจิลแบร์โต้มา ผมบอกกับเขาทุกอย่างถึงสิ่งที่ผมพลาดไป ผมบอกกับเขาว่า จีจี้ อย่าพลาดแบบเดียวกัน เลือกบ้านตรงนี้ เลือกรถคันนี้ เลือกที่อยู่แถวนี้ และผมแนะนำให้เขาอยู่ใกล้ๆ กับผม"
 
แน่นอนว่าการมาของ จิลแบร์โต้ นั่นเพิ่มการแข่งขันในการแย่งตำแหน่งโดยตรงกับเขา เอดูพบว่าเขาต้องการแย่งตำแหน่งในทีมกับเพื่อนที่สนิทที่สุด "นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการเห็นจากผู้เล่น ไม่เพียงแค่จิลแบร์โต้ และปาทริค ผมยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรย์ พาร์เลอร์ ด้วย แต่เมื่อคุณลงไปซ้อม เราทั้งสี่คนจะต้องแย่งตำแหน่งเดียวกัน"
 
เอดู เชื่อว่านั่นเป็นลักษณะเฉพาะของทีมที่ในที่สุดก็หล่อหลอมจนเป็นไร้พ่ายในที่สุด ความผูกพัน และสปิริตที่ไม่มีวันแตกสลาย รวมถึงการแข่งขันแย่งตำแหน่งที่จริงจัง "ความคิดของทีมเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เมื่อคุณพูดถึงเกี่ยว โซล แคมเบลล์, วิเอร่า, อองรี, ปิแรส, ลุงเบิร์ก, เบิร์กแคมป์, เลห์มันน์, ลอแรน ทั้งหมดบ้าชัยชนะมาก ไม่มีใครใจดี คุณลงไปเล่นในเกมส์ด้วยความดุดัน"
 
มีหลายครั้งที่เอดู ผิดหวังที่เขาต้องถูกถอดเข้าถอดออกจากทีม มีหลายครั้งที่เขาไปเคาะประตูออฟฟิศของเวนเกอร์ และต้องการคำอธิบาย "ผมจำได้ว่าครั้งนึง ผมไปที่ออฟฟิศของอาร์แซน ผมถามเขาว่า ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เอดูพร้อมสำหรับการโต้เถียง แต่เวนเกอร์นำหน้าเขาอยู่หนึ่งก้าว"
 
"คุณเล่นมาหลายเกมส์ติดต่อกันแล้ว ผมต้องการให้คุณผ่อนคลาย ผมอยากให้คุณพาครอบครัวออกไปพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ ผมไม่อยากเห็นคุณที่สนาม เรายังมีอีกหลายเกมส์รออยู่ และผมต้องการให้คุณพักฟื้น และเคลียร์เรื่องในหัว"
 
ในฤดูกาล 2003/04 เป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเอดูกับอาร์เซน่อล เขาลงเล่นไป 48 เกมส์ในทุกรายการ เขายิงได้ 7 ประตู สองประตูในการเจอกับเชลชี และอีกหนึ่งลูกในเกมส์ที่อยู่ในความทรงจำที่อาร์เซน่อลบุกไปชนะอินเตอร์ มิลาน 5-1 ถึงซานซิโร่ ในฤดูกาลไร้พ่ายเขาลงเล่นไป 30 จาก 38 เกมส์ วิเอร่ายังลงเล่นน้อยกว่าเขา 29 นัด นั่นเป็นปีที่ เอดู เป็นมากกว่าผู้เล่นอะไหล่
 
การเป็นส่วนหนึ่งของชุดไร้พ่าย เป็นความทรงจำที่ไม่รู้ลืม และยังรู้สึกได้จนถึงทุกวันนี้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน จิลแบร์โต้ และมาร์ติน คีโอวน์ ได้เข้ามาเยี่ยมศูนย์ฝึกของทีม เขานำคานูไปที่กำแพงในห้องทำงานของเขาที่ลอนดอน โคลนี่ย์ ที่ตกแต่งด้วยภาพของเพื่อนร่วมทีมของเขา "ผมมีเพื่อนร่วมทีมอยู่ที่นั่น ผมภูมิใจที่ได้เห็นพวกเขาทุกวัน กลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยม ทุกครั้งที่ผมเห็นพวกเขา มันคือความทรงจำที่มหัศจรรย์"
 
"ในฤดูกาล 2003/04 เป็นฤดูกาลที่พิเศษของสโมสร เราได้สร้างหนึ่งในปีที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรอาร์เซน่อล และผมก็มีส่วนร่วมเกือบทุกเกมส์ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผม เพราะผมต้องอดทน และเข้มแข็งทั้งด้านจิตใจ และความคิดของตัวเอง ผมต้องเจอกับปัญหามากมาย ทั้งการปรับตัว การโดนสื่อวิจารณ์ และผมบอกกับตัวเองว่า ไม่ ผมจะเดินหน้าต่อ และเอาชนะทุกคน"
 
"ขอบคุณที่เราสามารถผ่านทุกปัญหามาได้ คุณเผชิญหน้ากับมันแล้วคุณก็ทำได้ ผมได้พิสูจน์ตัวเอง ครอบครัวของผม และภรรยาก็ภูมิใจ เรายังคงจำได้กับทุกปัญหาที่เข้ามา มันเป็นความทรงจำที่ดี และเมื่อผมพูดถึงเกี่ยวกับมันตอนนี้ ผมก็ยังสัมผัสถึงมันได้"
 
แม้ว่าเขาจะรักกับช่วงเวลาของตัวเองกับอาร์เซน่อล แต่เขาก็ผิดหวังกับวิธีการเดินออกจากสโมสรของเขา สัญญาของเขากับทีมกำลังจะหมดในซัมเมอร์ปี 2005 และอาร์เซน่อล ไม่ได้เร่งรีบที่จะยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขา นั่นสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเขากับทีม
 
"เราได้เริ่มมีการพูดคุยเรื่องสัญญา 1 ปีครึ่ง ก่อนที่สัญญาของผมจะหมด ในการพูดคุยครั้งแรก ผมยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวัง ผมไม่ได้บ่นอะไร พวกเขาก็มีเหตุผลของพวกเขา แต่ผมเริ่มต้นคิดถึงทางเลือกอื่นในอนาคต"
 
ความขัดแย้งเรื่องสัญญาของเอดู ทำให้การมีส่วนร่วมในทีมลดลงอย่างเห็นได้ชัด สัญญาของเขาถูกหยิบมาหารืออีกครั้ง 1 ปีก่อนที่สัญญาของเขาจะหมดลง ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ เมื่อเข้าสู่ช่วง 6 เดือนสุดท้ายของสัญญา เขาได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจาก บาเลนเซีย ซึ่งเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะไปเล่นในสเปนมานานแล้ว อีกทั้งการเจรจากับอาร์เซน่อลก็ดูเหมือนจะถึงทางตัน เอดูจึงตอบรับข้อเสนอจากบาเลนเซีย
 
เขากล่าวว่า: "ผมผิดหวังกับอาร์เซน่อลที่ใช้เวลานานมากกว่าในการยื่นข้อเสนอที่ดี นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ผมออกจากสโมสร ถ้าอาร์เซน่อลยื่นข้อเสนอตั้งแต่แรก หรือพยายามที่จะยื่นข้อเสนอให้ผมในนาทีสุดท้าย ผมมั่นใจ 100% ไม่สิ พันล้าน% เลยว่าผมจะอยู่ต่อ"
 
อาร์เซน่อล และบาเลนเซีย พยายามที่จะเจรจาในเรื่องเอดู ให้ย้ายออกตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องค่าตัวกันได้ เวนเกอร์ให้สัมภาษณ์กับสื่อในเวลานั้นว่า: "ผมได้พูดคุยกับเอดูเมื่อวันเสาร์ เมื่อทำความเข้าใจว่าเขาจะไม่ได้ย้ายออกไป เขาบอกกับผมว่า ถ้าเขาอยู่ต่อเขาก็จะมุ่งมั่นกับทีมต่อไป ซึ่งผมไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย"
 
มีความพยายามครั้งสุดท้ายในการโน้มน้าวให้เอดูอยู่ต่อ ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล เขามีโอกาสได้ลงเล่นมากขึ้น และได้ลงมาเป็นตัวสำรองในเกมส์นัดชิงเอฟเอ คัพ 2005 รวมถึงความน่าจะเป็นที่ วิเอร่า อาจจะย้ายทีม เวนเกอร์ต้องการทราบว่าสถานการณ์ของเอดู สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
 
"ผมจำได้ในสัปดาห์สุดท้ายของผมกับอาร์เซน่อล อาร์แซนโทรหาผมอีกครั้ง และดูความเป็นไปได้ที่ผมจะอยู่กับทีมต่อไป เขาทราบว่าผมได้ข้อเสนอที่ดีในการย้ายออกจากอาร์เซน่อล และเขาบอกว่า ถ้าเราให้เงินจำนวนเดียวกัน สัญญาแบบเดียวกัน คุณจะอยู่ต่อไหม? เขายังจะมอบให้ผมเป็น 1 ในกัปตันของทีมด้วย น่าเสียดายที่ผมบอกว่า อาร์แซน มันสายไปแล้ว ผมไม่สามารถอยู่ต่อได้ ผมได้ตัดสินใจไปแล้ว ผมไม่อยากผิดคำพูด" ซึ่งเวนเกอร์ก็เคยออกมาเปิดเผยว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ปล่อย วิเอร่า และเอดู ออกไปในซัมเมอร์เดียวกัน
 
"หลังจากนั้น อาร์แซน และผมได้คุยกับอีกครั้ง ผมชอบการสนทนาระหว่างพ่อกับลูก เราจบบทสนทนากันได้อย่างดี ไม่มีปัญาใด ผมเข้าใจในมุมของสโมสร พวกเขาก็เข้าใจในมุมของผม เราจบทุกอย่างในทางที่ดี บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงกลับมาทำงานที่สโมสรในตอนนี้"



#2
kakai

Posted 28 November 2021 - 06:42 PM

kakai

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,024 posts
ตอนนั้นเสียดายเอดูมาก

#3
Admin

Posted 29 November 2021 - 09:14 AM

Admin

    Administrator

  • Administrators
  • 9,139 posts
  • LocationBangkok

ปัญหาเรื่องต่อสัญญานักเตะมีมายาวนานเหลือตั้งแต่ยุคนู้น แล้วก็จริงที่เลือกปล่อย วิเอร่า กับเอดู กองกลางที่ถือเป็นขาประจำในทีมออกไปพร้อมกันเหลือแค่ น้าจิล คนเดียว ถึงจะมีเชส กำลังขึ้นมาก็เถอะ ไม่กี่ปีต่อมาก็มีประเด็นของ ฟลามินี่ ที่ย้ายฟรีไปมิลาน แล้วก็ปล่อยน้าจิลไปกรีซ 



#4
Jataz_

Posted 29 November 2021 - 01:15 PM

Jataz_

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 280 posts
อายุเริ่มมาก ให้ปีต่อปี ก็บ่น พอต่อยาวแบบโอบา คาบช้อนเงินช้อนทอง อิ่มท้องไม่มีกระจัยจะวิ่งกวดบอล ฟอร์มที่เคยแบกทีม ก็เล่นต่ำลงมาเพราะสัญญายาว อายุก็มาก แล้วตกลงจะเอาไงดี ต่อสัญญาสั้น หรือต่อยาวดีละ

#5
merson

Posted 29 November 2021 - 03:35 PM

merson

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 418 posts
  • LocationBangsean Chonburi TH
ปัญหาเรื่องสัญญานักเตะ มันเริ่มมาจากที่เวนเกอร์ออกนโยบายให้นักเตะที่อายุ30ขึ้นไปต้องต่อสัญญาระยะสั้นเท่านั้น เพราะความเชื่อว่านักเตะอายุเข้าเลข3แล้วต้องโรยราทุกคน ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเวนเกอร์เองที่ผิดเต็มๆ

#6
supakorneit09

Posted 29 November 2021 - 07:53 PM

supakorneit09

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,137 posts
ผมว่าสโมสร คิดถูกนะ กับการ ต่อสัญญา นักเตะ อายุ 30 Up เป็นสัญญาระยะสั้น เพราะ passion ของ นักเตะ อายุมาก ส่วนใหญ่ หมด ที่กระหายชัยชนะที่ ผมเห็น คือ โรนัลโด้ แมนยู นอกนั้น เล่น ไม่สมค่าเหนื่อย ตัวอย่าง โอบา ผู้ใหญ่บ้าน เรานี่ แหละ

#7
supakorneit09

Posted 29 November 2021 - 07:56 PM

supakorneit09

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,137 posts
ปั้นนักเตะ อายุ 22-23 กำลังดี แต่ ต้อง มี เติม ชุด ใหญ่ตลอด เดี๋ยว ชุดใหญ่ งอแง




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users