Jump to content










Photo

ทำไมเวนเกอร์ ไม่มีวันโดนไล่ออก ?


  • Please log in to reply

#1
Tawap

Posted 06 May 2018 - 02:31 AM

Tawap

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 52 posts

สังเกตไหมครับ แคมเปญแฟนอาร์เซน่อล ที่ขับไล่อาร์แซน เวนเกอร์ ให้พ้นจากตำแหน่ง เขาใช้คำว่า Wenger Out (เวนเกอร์ออกไป)

เขาไม่ใช้คำว่า Sack Wenger (ไล่เวนเกอร์ออกไป)

สองคำนี้ความหมายต่างกันนะครับ แบบแรกคือเรียกร้องให้เวนเกอร์ แสดงสปิริตลงจากตำแหน่งไปเอง แบบสองคือ บอกให้ผู้บริหารปลดเวนเกอร์ซะ

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม สิ่งที่แฟนปืนใหญ่ทำ คือเลือกใช้คำว่า Wenger Out

หรือเพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่า คนอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ ไม่มีวันโดนไล่ออก

---------------------------------------

เกียรติประวัติของเวนเกอร์ ใน 22 ปีที่คุมทีม มีมากมาย

เขาเป็นผู้จัดการทีม ที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เซน่อล

รวมถึงเป็นผู้จัดการทีมคนเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่พาทีมคว้าแชมป์แบบไร้พ่าย หรือที่เรารู้จักกันว่า ยุค ดิ อินวินซิเบิ้ลส์

ยังไม่นับความสามารถ ปั้นดาวเตะระดับโลกขึ้นมาประดับวงการทั้ง เธียร์รี่ อองรี, ปาทริก วิเอร่า , โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้ แน่นอนมันน่าจดจำ อย่างไรก็ตาม มีอยู่อีกหนึ่งเรื่องที่ ทำให้แฟนๆชื่นชมและศรัทธาในตัวเวนเกอร์ ยิ่งกว่าเรื่องใดๆทั้งสิ้น

และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขายืนหยัดในตำแหน่งได้ แม้จะไม่ได้แชมป์ลีกมานาน 14 ปีแล้วก็ตาม

นั่นคือ การย้ายสนามจากไฮบิวรี่ มาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

ในฐานะผู้จัดการทีม เรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่ตาเห็น เขาต้องใช้ทักษะทั้งหมดที่ตัวเองมี เพื่อกอบกู้ทีมให้ได้

เราจะย้อนกลับไปดูเรื่องนี้กันอีกครั้งว่า เวนเกอร์ "ทำอะไร"

---------------------------------------

นับตั้งแต่เวนเกอร์ เข้ามาคุมอาร์เซน่อล ในปี 1996 ทีมปืนใหญ่ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

จากทีมที่ดี เวนเกอร์ยกระดับให้เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ก่อนจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก ในฤดูกาล 1997-98

แต่ยิ่งทีมแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญคือ ปริมาณแฟนๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสนามแข่งขัน ไม่เพียงพอกับความต้องการของแฟนบอล

ไฮบิวรี่ มีความจุ 38419 ที่นั่ง และเต็มความจุทุกเกม แฟนบอลทีมปืนใหญ่ ไม่ได้มีแค่จากลอนดอน แต่มีจากทั่วโลก

ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 1998-99 และ 1999-00 อาร์เซน่อลขออนุญาต สมาคมฟุตบอลอังกฤษ เปลี่ยนไปใช้เวมบลีย์ เพื่อรองรับแฟนๆ ซึ่งปรากฎว่า ในแต่ละเกมที่เล่นในเวมบลีย์ มีคนเข้ามาดูราวๆ 7 หมื่นคน

ลองคิดดูว่า ความต้องการอยากชมอาร์เซน่อลในสนาม มันมหาศาลขนาดไหน ซึ่งที่นั่ง สามหมื่นกว่าๆ ของไฮบิวรี่ นี่มันไม่มีทางเพียงพอเลย

เมื่อกวาดตาไปมองทีมอื่นๆ แมนฯยูไนเต็ด เวลานั้น โอลด์แทรฟฟอร์ด ความจุราว 6 หมื่นที่นั่ง , บาร์เซโลน่า ความจุ 9 หมื่น , เรอัล มาดริด ความจุ 8 หมื่น คือทีมในเกรดเดียวกับอาร์เซน่อล พวกเขามีสนามในระดับนี้ทั้งสิ้น

ปัญหาคือไฮบิวรี่ เป็นสนามที่อยู่กลางชุมชน มันไม่สามารถต่อเติมได้อีกแล้ว อย่างดีที่สุด ก็เพิ่มสแตนด์บริเวณมุมสนาม มากสุดก็ราวๆ 45,000 คนเท่านั้น ในขณะที่อาร์เซน่อล นับวันจะโตขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นในปี 2000 บอร์ดบริหาร จึงตัดสินใจว่า สมควรแก่เวลาแล้วที่อาร์เซน่อล ต้องย้ายสนาม ไปหาสนามที่ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับแฟนๆ และที่สำคัญ เพื่อโอกาสทำรายได้ที่มากขึ้นด้วย

ในที่สุด พวกเขาไปเจอพื้นที่ ที่เหมาะที่สุด ห่างจากไฮบิวรี่ ราวๆ ครึ่งกิโลเมตรเท่านั้น ที่ชื่อว่า แอชเบอร์ตัน โกรฟ

---------------------------------------

แอชเบอร์ตัน โกรฟ เป็นพื้นที่กว้าง และสามารถสร้างสนามขนาดความจุ 6 หมื่นที่นั่งได้สบายๆ และยังสามารถต่อเติมได้อีก ให้เป็น 7 หมื่นในอนาคต

ไม่เพียงแค่นั้น ยังเดินทางง่ายสะดวกสบายมาก มีรถไฟฟ้าบริเวณใกล้เคียงถึงสามสถานี

แฟนบอลโอเค ถ้าจะย้ายไปสนามนี้ เพราะมันไม่ห่างจากสนามเดิมมากนัก อยู่ในวิสัยที่รับได้

เมื่อแฟนบอลพอใจแล้ว ขั้นตอนต่อมา อาร์เซน่อล ต้องระดมทุน เพราะการสร้างสนามใหม่ ระดับคุณภาพสูงสุด ต้องใช้งบประมาณมหาศาล

การออกแบบ การก่อสร้าง และรวมถึง การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของชาวบ้านในย่านแอชเบอร์ตัน โกรฟด้วย

ค่าก่อสร้างสนามทั้งหมด พุ่งไปถึง 410 ล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยกลมๆก็ ราวๆ 25,000 ล้านบาท คือ การสร้างสนามใหญ่ขนาดนี้ กลางกรุงลอนดอน มันย่อมมีค่าใช้จ่ายแพงระยับอยู่แล้ว

ปัญหาคืออาร์เซน่อล มีสินทรัพย์ทั้งหมดที่พอจ่ายได้ อยู่ที่ราวๆ 150 ล้านปอนด์เท่านั้น อีก 260 ล้านปอนด์ (15,600 ล้านบาท) ต้องไปกู้ยืมธนาคารมา

นั่นแปลว่า ถ้าอาร์เซน่อล ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะย้ายสนาม สโมสรจะมีหนี้สินทันที 260 ล้านปอนด์ทันที เพื่อแลกกับสนามใหม่

และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คืออาร์แซน เวนเกอร์ เพราะเขาจะมีงบประมาณน้อยมาก

ว่ากันตรงๆ คือมีเงินเท่าไหร่ ก็เอาไปโปะสนามใช้หนี้หมด เงินที่จะได้จากการซื้อนักเตะ ก็ต้องมาจากการขายผู้เล่นไปเท่านั้น คือไม่มีเงินวิเศษเสกมาให้เหมือนแมนฯซิตี้ หรือ เปแอสเช ในปัจจุบัน

แต่เวนเกอร์ ยืนยันว่า ต่อให้เขาต้องลำบากในการซื้อตัวผู้เล่นก็ไม่เป็นไร สโมสรต้องเดินหน้าต่อไป และต้องย้ายไปแอชเบอร์ตัน โกรฟ

เพื่ออนาคตของทีม เวนเกอร์รู้ดีว่าจะหยุดนิ่งที่ไฮบิวรี่ไม่ได้

---------------------------------------

ในเดือนกรกฎาคม 2002 ศาลสูงของอังกฤษ ได้อนุมัติให้ก่อสร้างสนามแอชเบอร์ตัน โกรฟ และธนาคารอนุมัติเงินกู้ ให้อาร์เซน่อลเรียบร้อย จำนวน 260 ล้านปอนด์

มันส่งผลให้อาร์แซน เวนเกอร์ ต้องใช้เงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์มากๆ

4 ปีสุดท้ายของไฮบิวรี่ เวนเกอร์ ใช้เงินซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์ดังนี้

ฤดูกาล 2002-03 = 6.6 ล้านปอนด์
ฤดูกาล 2003-04 = 1.75 ล้านปอนด์
ฤดูกาล 2004-05 = 1.88 ล้านปอนด์
ฤดูกาล 2005-06 = 22.4 ล้านปอนด์

จะมีฤดูกาล 2005-06 ได้ใช้เงินซื้อนักเตะเยอะหน่อย แต่นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาได้เงินจากการขาย ปาทริก วิเอร่า ,เดวิด เบนท์ลีย์ และ เจอร์เมน เพนแนนท์ ออกจากทีม เอาจริงๆ ใช้เงินสุทธิไม่ถึง 5 ล้านปอนด์

ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน ทีมอื่นๆในพรีเมียร์ลีก ไม่ได้มีปัญหาทางการเงินอะไร พวกเขาซื้อนักเตะกันตามปกติ

ในฤดูกาล 2003-04 ที่อาร์เซน่อลได้แชมป์แบบไร้พ่าย ในช่วงซัมเมอร์ ใช้เงินซื้อนักเตะ 1.75 ล้านปอนด์ แต่เชลซี ซื้อ 111.15 ล้านปอนด์ ซื้อ ผู้เล่นเข้ามาใหม่ 14 คน (มาเกเลเล่, เวรอน , ดัฟฟ์, มูตู , เครสโป , โจ โคล , เกล็น จอห์นสัน ฯลฯ)

หรือแมนฯยูไนเต็ด ก็ซื้อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , อลัน สมิธ , หลุยส์ ซาฮา และ กาเบรียล ไฮน์เซ่ เข้ามา

ใครๆก็ช็อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน แต่อาร์เซน่อล ต้องประหยัดเพื่อใช้หนี้

สำหรับสโมสร แน่นอน มันคือการเดินหน้าต่อไป ประหยัดวันนี้เพื่ออนาคตกับสนามใหม่ที่งดงาม

แต่กับผู้จัดการทีมล่ะ? ถ้าคุณเป็นทีมระดับแย่งแชมป์ แต่มีเงินให้ซื้อนักเตะไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ต่อปี คือคุณจะทำอย่างไร

อย่าว่าแต่แย่งแชมป์เลย ไม่มีเงินซื้อใครมาเสริมทัพแบบนั้น ประคองตัวให้ติดท็อป 5 ท็อป 6 ทุกๆปีก็ยากแล้ว

ถ้าเป็นผู้จัดการทีมบางคน เจอเงื่อนไขลำบากขนาดนี้ คงไม่รับข้อเสนอแต่แรก แต่แน่นอน ไม่ใช่กับเวนเกอร์

"เวนเกอร์ ได้รับข้อเสนอจากทีมอื่นตลอดเวลา" เดวิด ดีน อดีตผู้บริหารสโมสรอาร์เซน่อลเผย

"บาร์เซโลน่า ,เรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ,บาเยิร์น มิวนิค , เชลซี ,แมนฯซิตี้ ,แมนยูไนเต็ด รวมถึง ทีมชาติอังกฤษ แต่เขาไม่ย้ายไปไหน เขาเลือกจะอยู่กับอาร์เซน่อลต่อไป เพื่อฝ่าฟันวิกฤติไปด้วยกัน"

---------------------------------------

หลังจากย้ายมาแอชเบอร์ตัน โกรฟ ในปี 2006 อาร์เซน่อล เร่งเดินหน้าหาเงินทุกทางเพื่อใช้หนี้

พวกเขายอมขายชื่อสนาม ให้กับสายการบินเอมิเรตส์ และเปลี่ยนชื่อเป็นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในสัญญา 15 ปี ได้เงินเฉลี่ยปีละ 6.6 ล้านปอนด์

แต่แน่นอน เงินก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ให้กับธนาคาร เหลืออีก เป็นหมื่นล้านบาท ที่อาร์เซน่อล ต้องค่อยๆทยอยผ่อนชำระ

มีการคำนวณว่า ถ้าอาร์เซน่อล ได้เข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกทุกปี จะมีเงินเอามาจ่ายหนี้ ได้ปีละ 35 ล้านปอนด์โดยประมาณ ซึ่งอีกแค่ 7-8 ปี ก็จะปลดหนี้ได้หมด

แต่มันก็วนกลับมาคำถามเดิม คือ เมื่อคุณไม่มีเงินซื้อนักเตะเลย จะประคองตัวจบท็อปโฟร์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้หรอ? ขณะที่ทีมอื่น เขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดเนี่ยนะ

สำหรับอาร์แซน เวนเกอร์ เขาเข้าใจปัญหาดี และไม่ตีโพยตีพาย เมื่อเงินไม่มี ก็คือไม่มี เขาจึงหันมาปั้นนักเตะดาวรุ่งแทน

เมื่อดาวรุ่งที่ปั้น มีชื่อเสียงประมาณหนึ่งแล้ว ก็ขายปล่อยออกไป ให้ได้ราคาดีที่สุด เพื่อนำเงินก้อนนั้น มาซื้อผู้เล่นที่จำเป็นมาเสริมทัพ

ตัวอย่างเช่น ในปี 2009 ขายโคโล่ ตูเร่ ในราคา 16 ล้านปอนด์ ให้แมนฯซิตี้ แต่ก็ซื้อโทมัส แฟร์มาเล่น จากอาแจ๊กซ์ในราคา 10 ล้านปอนด์

ปี 2011 ขาย ฟาเบรกาส ให้บาร์ซ่า 35 ล้านปอนด์ และ ขายซามีร์ นาสรี่ ให้แมนฯซิตี้ ราคา 25 ล้านปอนด์ เพื่อนำไปซื้อ แชร์วินโญ่ (10.5 ล้านปอนด์) , มิเกล อาร์เตต้า (10 ล้านปอนด์) ,อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (12 ล้านปอนด์), เฮคตอร์ เบเยริน (4 แสนปอนด์) , แมร์เตซัคเกอร์ (8 ล้านปอนด์)

เราจะเห็นว่า เวนเกอร์ ต้องเล่นแร่แปรธาตุตลอด ขายไป แล้วก็ซื้อมา ไม่ได้มีเงินงอกขึ้นมาให้เขาช็อปปิ้งอย่างอิสระ

ตั้งแต่ย้ายสนามมา จนถึงปี 2013 ในขณะที่ทีมอื่นซื้อนักเตะกันโครมๆ แต่อาร์เซน่อล ไม่เคยซื้อนักเตะ ราคาแพงเกินกว่า 15 ล้านปอนด์แม้แต่คนเดียว

แต่มันก็น่าทึ่งที่เขา ยังประคองทีม ให้จบท็อปโฟร์มาได้ตลอด นั่นทำให้สโมสรยังคงมีเงินไปจ่ายหนี้ธนาคารได้ทุกปี ไม่มีขาดตกบกพร่อง

ในปี 2013 หนี้ของอาร์เซน่อล เหลือไม่ถึง 30 ล้านปอนด์ นั่นแปลว่า สโมสรไม่ต้องรัดเข็มขัดอีกแล้ว จากนี้ไปสามารถกลับมาซื้อนักเตะได้อีกครั้ง

พวกเขาจึงเดินหน้าซื้อเมซุต โอซิล ในราคา 42.5 ล้านปอนด์ ตามด้วยอเล็กซิส ซานเซช ในปีต่อมา ในราคา 30 ล้านปอนด์

กรานิต ชาคา 30 ล้านปอนด์ , ชโครดาน มุสตาฟี่ 35 ล้านปอนด์ , อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ 46.5 ล้านปอนด์ และ ปิแอร์-โอเมริก โอบาเมย็อง 56 ล้านปอนด์ ก็ค่อยๆตามมาทีละคน ทีละคน

อนาคตของอาร์เซน่อล น่าจะเริ่มนับหนึ่งจริงๆ ได้ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไปเพราะศักยภาพผู้เล่นของพวกเขาตอนนี้ พร้อมแล้ว ที่จะท้าทายกับกลุ่มทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

และที่สำคัญ ตอนนี้ทีมปืนใหญ่ ไม่มีหนี้สิ้นเหลือติดค้างอีกแล้ว

---------------------------------------

แน่นอนว่า เรื่องไอเดียในสนามของเวนเกอร์ มันถึงทางตันแล้ว เขาไม่มีจินตนาการใหม่ๆอีก เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี

ผู้บริหารเอง ก็อยากเปลี่ยนแปลง แฟนบอลก็อยากเปลี่ยนแปลง

แต่ไม่มีใครที่กล้าจะไล่เวนเกอร์ออกจากตำแหน่ง ยิ่งเมื่อดูจากสิ่งที่เขาทำเพื่อทีม

ในยามที่ทีมลำบากที่สุด มีเงินใช้ไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ต่อปี สถานการณ์แบบนั้นไม่มีผู้จัดการทีมคนไหน จะเอาตัวเองมาทนทุกข์ไปด้วยกัน แต่เวนเกอร์ ไม่ยอมย้ายหนีไปไหน เขายอมแบกรับเอาไว้ และประคองทีมให้อยู่ระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าผู้บริหาร ไล่คนที่ภักดี และทุ่มเทขนาดนี้ออกจากทีม ชายที่ทุ่มเทเพื่อสโมสรมากว่า 2 ทศวรรษ คำถามคือสายตาของแฟนบอลทั่วโลกจะมองอาร์เซน่อลอย่างไร?

แบบนี้ใครจะอยากมาทำงานด้วย เพราะเมื่อหมดประโยชน์ก็โดนเฉดหัวทิ้ง

ดังนั้น ผู้บริหารไม่มีทางไล่เวนเกอร์ออกได้

เช่นเดียวกับแฟนบอล แม้อยากให้เวนเกอร์ออกจากทีมแค่ไหน แต่พวกเขาก็ขอบคุณในสิ่งที่เวนเกอร์ทำเพื่อทีมมาตลอด

ดังนั้น ถ้าเวนเกอร์จะไป มันต้องไม่ใช่การโดนไล่ออก ในใจลึกๆ ก็อยากแยกจากกันด้วยดี

สรุปแล้ว คนเดียวที่จะตัดสินใจได้ ว่าเวนเกอร์ จะอยู่หรือไป ก็คือตัวเขาเอง

และสุดท้ายเวนเกอร์ ก็ยอมรับความจริง

เขารู้ว่า คงไม่สามารถพาทีมไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว

---------------------------------------

ในช่วง 22 ปีของเวนเกอร์ กับอาร์เซน่อล

ช่วงที่ทีมติดหนี้สินจากการสร้างสนาม เขารู้ว่า "เพื่อทีม" เขาต้องอยู่ต่อ

ถ้าอยากให้ทีมเดินหน้าต่อไป เขาจะทิ้งสโมสรไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้น ทีมจะตกต่ำไปไกลยิ่งกว่านี้

และในวันนี้ "เพื่อทีม" เขาต้องไป

ถ้าอยากให้ทีมเดินหน้าต่อไป เขาต้องยอมลาทีมไปตรงนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ทีมจะตกต่ำไปไกลยิ่งกว่านี้

ไม่ว่าการอยู่ต่อในวันนั้น หรือการจากไปในวันนี้ ของอาร์แซน เวนเกอร์ เขายึดถือผลประโยชน์ของสโมสรเป็นสำคัญที่สุด

สู้ไปด้วยกันในวันลำบาก และ ยอมตัดใจเพราะต้องการให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

แบบนี้ เรียกว่าความรักใช่ไหม?

 

(บทความนี้ คัดลอกมาจากเพจหนึ่งในเฟสบุ๊ค ซึ่งผมจำเพจไม่ได้ ผมก๊อปเก็บไว้ใน Microsoft Word)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่ติ่ง แต่ผมไม่ได้เกลียดเวนเกอร์ ไม่ชอบด่า แต่ก็ด่าประจำเวลามันหงุดหงิด

บทความนี้ ผมเอามาลงเพราะอยากให้หลายๆคนได้มองในมุมดีๆที่แกทุ่มตัวเพื่อสโมสร ทั้งที่แกมีโอกาสย้ายไปคุมสโมสรใหญ่อื่นๆได้

(ถึงหลังๆจะทุ่มเงิน แล้วไม่มีผลงานติดมือก็เถอะ ก็ต้องยอมรับว่าแกหมดแล้ว หรืออาจจะเพราะบอร์ดด้วย เรื่องวงใน ไม่อาจทราบได้จ้าาา)

 

ป.ล. อยากให้อ่านให้จบ อยากให้ทุกท่านได้ซึมซับเรื่องราวดีๆ ส่วนตัวคิดว่าบทความนี้เขียนขึ้นมาได้ดีมากๆ

ป.ล. 2 ลองมองมุมกลับ ปรับมุมมองกันเด้อ เรื่องบางเรื่อง มันก็มีความดีงามในตัวของมันเอง






  ลิ้งดูบอลสด  



#2
ปืนเก่า55

Posted 06 May 2018 - 12:46 PM

ปืนเก่า55

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 3,440 posts

"ถ้าอยากให้ทีมเดินหน้าต่อไป เขาต้องยอมลาทีมไปตรงนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ทีมจะตกต่ำไปไกลยิ่งกว่านี้

ไม่ว่าการอยู่ต่อในวันนั้น หรือการจากไปในวันนี้ ของอาร์แซน เวนเกอร์ เขายึดถือผลประโยชน์ของสโมสรเป็นสำคัญที่สุด

สู้ไปด้วยกันในวันลำบาก และ ยอมตัดใจเพราะต้องการให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ เรียกว่าความรักใช่ไหม?"

ข้อความข้างต้นคือคำตอบสรุปว่า..ทำไมเวนเอร์ไม่มีวันโดนไล่ออกเพราะมันเป็นสิทธิและมุมมองของเจ้าของเงิน

แต่หากเป็นมุมมองของแฟนบอลทั้งพัทธ์ุแท้หรือพัทธ์ุทางอยากได้ผลงานกล่องไว้ชื่นชมกับเค้าบ้าง..สรุปถ้าเวนเกอร์เก่งแต่หาเงินก็ปล่อยเค้าไปแล้วทำไมไม่หาโค้ชเก่งๆมาทำทีมล่ะครับ..ผู้จัดการทีมไม่จำเป็นต้องเป็นโค้ชนี่ครับ..ทำไมให้แฟนๆรอจนกว่าเค้าพึ่งจะรู้สึกตัว..บายๆนะเวรเกอร์



#3
Tawap

Posted 06 May 2018 - 04:07 PM

Tawap

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 52 posts


"ถ้าอยากให้ทีมเดินหน้าต่อไป เขาต้องยอมลาทีมไปตรงนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ทีมจะตกต่ำไปไกลยิ่งกว่านี้

ไม่ว่าการอยู่ต่อในวันนั้น หรือการจากไปในวันนี้ ของอาร์แซน เวนเกอร์ เขายึดถือผลประโยชน์ของสโมสรเป็นสำคัญที่สุด

สู้ไปด้วยกันในวันลำบาก และ ยอมตัดใจเพราะต้องการให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ เรียกว่าความรักใช่ไหม?"

ข้อความข้างต้นคือคำตอบสรุปว่า..ทำไมเวนเอร์ไม่มีวันโดนไล่ออกเพราะมันเป็นสิทธิและมุมมองของเจ้าของเงิน

แต่หากเป็นมุมมองของแฟนบอลทั้งพัทธ์ุแท้หรือพัทธ์ุทางอยากได้ผลงานกล่องไว้ชื่นชมกับเค้าบ้าง..สรุปถ้าเวนเกอร์เก่งแต่หาเงินก็ปล่อยเค้าไปแล้วทำไมไม่หาโค้ชเก่งๆมาทำทีมล่ะครับ..ผู้จัดการทีมไม่จำเป็นต้องเป็นโค้ชนี่ครับ..ทำไมให้แฟนๆรอจนกว่าเค้าพึ่งจะรู้สึกตัว..บายๆนะเวรเกอร์

เข้าใจครับ ผมก็คิดเหมือนกัน อันนี้คือมุมด้านดีๆของเวนเกอร์ครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อคือ ความรักทีมของเวนเกอร์
เรื่องความสามารถในการทำทีม เถียงไม่ได้ ว่าแกคือสุดยอดผู้จัดการคนนึงของโลกฟุตบอล แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แกก็คล้ายๆหนวดขาวที่ควรจะวางมือไปจากจุดยืนเดิมๆของตัวเองคล้ายๆยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดของวันพีซอะครับ ผิดๆ 555
อยากให้หลายๆคนด่าแกเบาๆลงหน่อย ยังไงแกก็คนแก่คนนึงแหละ สงสารแกครับ 55555

#4
Gun n Gun

Posted 07 May 2018 - 11:58 PM

Gun n Gun

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 284 posts
ขอบคุณวำหรับบทความดีๆนะครับ...

ต่อจากนี้คงจะไม่เห็นใครคุมทีมเดียวนานเท่าแกอีกแล้ว

การเป็นแฟนบอลปืนมาเห็นแค่จอร์จ เกรแฮมกับเวงเกอร์

การเปรียบเทียบรูปแบบการเล่นต่างกันชัดเจนแม้แต่การรักสโมสร

ต้องขอบคุณเวงเกอร์ที่ทำให้ทุกคนคิดว่าเราเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่อยุ่นะครับ

#5
convoy

Posted 08 May 2018 - 06:56 AM

convoy

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,326 posts

ขอบคุณคนที่เขียนบทความนี้   ขอบคุณTawabที่นำบทความนี้มาลงให้อ่านกัน วันหลังหามาอีกนะ แบบว่าชอบง่ะ 666666



#6
Tawap

Posted 10 May 2018 - 03:55 AM

Tawap

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 52 posts

ขอบคุณคนที่เขียนบทความนี้ ขอบคุณTawabที่นำบทความนี้มาลงให้อ่านกัน วันหลังหามาอีกนะ แบบว่าชอบง่ะ 666666


Tawap โวยยย วันหลังถ้าเจอจะเอามาลงอีกครับ ไม่มีความสามารถในการเขียนด้วยตัวเอง 5555

ขอบคุณวำหรับบทความดีๆนะครับ...

ต่อจากนี้คงจะไม่เห็นใครคุมทีมเดียวนานเท่าแกอีกแล้ว

การเป็นแฟนบอลปืนมาเห็นแค่จอร์จ เกรแฮมกับเวงเกอร์

การเปรียบเทียบรูปแบบการเล่นต่างกันชัดเจนแม้แต่การรักสโมสร

ต้องขอบคุณเวงเกอร์ที่ทำให้ทุกคนคิดว่าเราเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่อยุ่นะครับ


และอาจจะเป็นคนทำให้ทุกคนคิดว่าเราเป็นทีมกลางตารางเช่นกัน 5555555555
แต่ก็ต้องยอมรับว่าแกนำความแปลกใหม่มาสู่ทีม ทำให้ทีมเราเรียกได้ว่ายอดทีมในช่วงเวลาหนึ่ง(ถึงจะทำภาพนั้นพังเองก็เถอะ) ทั้งที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากมายอะไร จำภาพเอาชนะทีมกาลาคติกอสได้ติดตา อองรีลากไปเกือบครึ่งสนาม

#7
saksit

Posted 10 May 2018 - 02:58 PM

saksit

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 305 posts

เมซุต โอซิล ในราคา 42.5 ล้านปอนด์ ตามด้วยอเล็กซิส ซานเซช ในปีต่อมา ในราคา 30 ล้านปอนด์มกรานิต ชาคา 30 ล้านปอนด์ , ชโครดาน มุสตาฟี่ 35 ล้านปอนด์ , อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ 46.5 ล้านปอนด์ และ ปิแอร์-โอเมริก โอบาเมย็อง 56 ล้านปอนด์ ก็ค่อยๆตามมาทีละคน ทีละคน

 

เห็นด้วยครับ เมื่อตัดอเล็กซิสออกไป ตอนนี้เรามีนักเตะWORLD CLASSอยู่ 6ตัว 

1.ปีเตอร์ เช็ค

2.กอสเซนี่

3.โอซิล

4.ลากาแซตต์

5.โอบาเมย็อง 

6.มคิทาร์ยาน 

ส่วนตัวที่เหลือผมว่ามันยังใช้ไม่ได้ ผีเข้าผีออก ทีมไหนถ้าคิดจะลุ้นแชมป์ลีคต้องมีWCมากกว่า10คน ตัวสำรองต้องเป็นเกรดA++ 



#8
Tawap

Posted 14 May 2018 - 05:33 AM

Tawap

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 52 posts


เมซุต โอซิล ในราคา 42.5 ล้านปอนด์ ตามด้วยอเล็กซิส ซานเซช ในปีต่อมา ในราคา 30 ล้านปอนด์มกรานิต ชาคา 30 ล้านปอนด์ , ชโครดาน มุสตาฟี่ 35 ล้านปอนด์ , อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ 46.5 ล้านปอนด์ และ ปิแอร์-โอเมริก โอบาเมย็อง 56 ล้านปอนด์ ก็ค่อยๆตามมาทีละคน ทีละคน


เห็นด้วยครับ เมื่อตัดอเล็กซิสออกไป ตอนนี้เรามีนักเตะWORLD CLASSอยู่ 6ตัว
1.ปีเตอร์ เช็ค
2.กอสเซนี่
3.โอซิล
4.ลากาแซตต์
5.โอบาเมย็อง
6.มคิทาร์ยาน
ส่วนตัวที่เหลือผมว่ามันยังใช้ไม่ได้ ผีเข้าผีออก ทีมไหนถ้าคิดจะลุ้นแชมป์ลีคต้องมีWCมากกว่า10คน ตัวสำรองต้องเป็นเกรดA++

อันนี้ผมขอแสดงความคิดต่างนิดนึงนะครับ แต่เห็นด้วยเรื่องการมีนักเตะในทีมดีๆเยอะๆ
เกรด A กับ WC ผมให้ต่างกันแค่การรักษามาตรฐาน
บาร์ซ่ายังไม่ WC ทั้งทีมเลย ที่ดูแข็งจริงๆทุกตำแหน่ง เรอัลมาดริด ผมว่าแข็งกว่าอีกนะ แต่นั้นตัวสำรองเขาก็ไม่ถึงขั้น A++ หมดซะทีเดียว
6 คนที่กล่าวมา ผมว่าเป็นเกรด A นั่นแหละ ขึ้นอยู่กับฟอร์มในแต่ละปีด้วย ปีนี้ดูมอนเรอัลจะแน่นที่สุดในหมู่กองหลังเลย โอซิลปีที่ทำสถิติแอสซิส นั่นแหละเวิลคลาส คิดว่านักเตะ WC ไม่ใช่ว่าเป็นถึงระดับนั้นแล้วจะไม่ตกนะ แล้วแต่ฟอร์มแต่ละปีด้วย อย่างง่ายๆ มาร์โก รอยส์ ตอนดอร์ทมุนได้แช้มเป็นคู่แข่งเคยออกข่าวหลายสำนักหลายเซียนตยกให้เป็น WC แต่หลังๆโดนอาการบาดเจ็บเล่น ฟอร์มไม่เคยดีเท่าตอนนั้นเลย อีกหนึ่งตัวอย่างก็เบเยรินเนี่ย อวยซะหลุดโลก ผมคนนึงล่ะอวยหนัก ตอนนี้ได้แต่หวังให้หาทางกลับโลกเจอสักที
ส่วนตัวคิดว่า นักเตะระดับลีกชั้นนำของโลกเนี่ย สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาฟอร์มการเล่นที่ดี ถ้าระบบทีมสามารถดึงศักยภาพนักเตะที่ดีออกมาได้ และฟอร์มสม่ำเสมอ สู้ได้ทุกทีมแหละนะ ถ้าเอาทีมขนาดที่คุณว่า ครองความยิ่งใหญ่ได้เหมือนบาร์ซ่าชุด MVP กับบุสเก็ต ชาบี อิเนียสต้าเลยแหละ




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users